หน้าแรกของเวปไซต์ หน้าเมนูหลัก กระดานสนทนา พิมพ์บทความทั้งหมด  
 
 
:: Saving Energy ::
  <<Previous "Design and Construcrtion"   "ราคาประเมิน 2555" NEXT>>  

 

1. บ้านทรงไทยอยู่สบายจริงหรือ

  • บ้านทรงไทยที่แท้จริงคือ บ้านเศรษฐีสมัยโบราณ มีจุดประสงค์หลักคือ ใช้เป็นเรือนนอน และเก็บของมีค่า
    การประกอบกิจกรรมด้านอื่น ๆ มักมีเรือนบริวารไว้ใช้งานต่างหาก เพื่อรักษาสภาพของบ้านทรงไทยไว้ให้สวยงามอยู่เสมอ
  • สภาพแวดล้อมสมัยโบราณมักมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก อากาศเย็นกว่าปัจจุบันและไม่มีสิ่งสะสมความร้อนอยู่รอบ ๆ ตัวบ้าน
    เช่น ลาน หรือ ถนนคอนกรีต
  • สิ่งที่สำคัญในสมัยโบราณมักใช้หลังคามุงจาก,แฝก,หญ้าคา,กระเบื้องไม้,กระเบื้องดินเผา,ตัวบ้านเป็นไม้จริง
    ไม่ทาสีทำให้เวลากลางคืนสามารถดูดซับความเย็น และความชื้นจากน้ำค้าง ส่วนในเวลากลางวันเมื่อบ้านถูกแดดร้อนๆ
    ความชื้นที่สะสมไว้จะระเหยออกมาช่วยลดความร้อนในตัวบ้าน
  • หลังคาทรงสูงของบ้านทรงไทยนั้น มิได้เป็นเอกลักษณ์ของบ้านทรงไทยเท่านั้น เนื่องจากการมุงหลังคาสมัยก่อน
    มีประสิทธิภาพในการกันน้ำต่ำจึงต้องเพิ่มความลาดชันของหลังคาเพื่อเร่งความเร็วของน้ำฝนมิให้ค้างอยู่บนหลังคานาน
  • บ้านสมัยโบราณมักไม่มีฝ้าเพดานเพื่อสะดวกในการตรวจสอบบำรุงรักษา และวัสดุมุงมักมีความหนามากอยู่แล้ว
  • การปลูกบ้านและอาคารในสมัยโบราณไม่มีการออกแบบหรือเรียนรู้เป็นทฤษฎี มักใช้วิธีดูบ้านจริงของเพื่อนบ้านหรือของ
    ช่าง ผสมกับความต้องการของเจ้าของบ้าน และวัสดุอุปกรณ์เท่าที่มี
  • ยกเว้นบ้านทรงไทย หรือไทยประยุกต์หลังนั้น ได้รับการออกแบบและปลูกสร้างเป็นพิเศษจนสามารถพิสูจน์ได้จริง

2. ทำไมบ้านจึงร้อน? คำตอบคือ เพราะถูกแดด (บ้านร้อนเฉพาะตอนกลางวัน)

              

  • แดดจะร้อนจัดในช่วง สาย-เที่ยง-บ่าย
  • ในตอนเย็นแม้แดดจะไม่ร้อนจัดแต่ตัวบ้านก็สะสมความร้อนไว้มากจากช่วงที่ผ่านมาของวัน
    ตัวบ้านต้องใช้เวลาพอสมควรในการถ่ายเทความร้อนออกรูอากาศ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายชั่วโม

             

3.การออกแบบ ก่อสร้างบ้านให้อยู่สบาย และประหยัดพลังงานอย่างง่าย ๆ (ไม่จำเป็นต้องทำตามแบบนี้)

ลักษณะทั่วไปอย่างคร่าว ๆ
1. หลังคากระเบื้องหรือสังกะสี หรือ Metal Sheet(ดาดฟ้าก็ได้)
   อย่าทำแบบที่สูงชันเกินไปเพราะทำงานและดูแลรักษายาก
2. ชายคากว้างประมาณ 1.5-2.00 เมตร ถ้ากว้างมาต้องเพิ่มค้ำยัน

  • การทำชายคากว้างนอกจากจะกันแดด กันฝนได้ดีแล้ว ยังทำให้สีผนังทนทานนานปี ประตู
    หน้าต่าง ช่องแสง ไม่พุพังง่าย
  • การทำชายคากว้าง อาจทำให้บ้านมืดก็อย่าลืมใส่ช่องแสง หรือกระเบื้องโปร่งแสงได้ด้วย
    (ค่าไฟฟ้าแสงสว่าง ถูกกว่าค่าไฟฟ้าของพัดลม และเครื่องปรับอากาศ)
  • หากตัวบ้านเดิมมีชายคาแคบ ก็ติดกันสาดเพิ่มได้ เลือกแบบและสีให้เข้ากับตัวบ้านเดิม ราคายุติธรรม

3. มีช่องระบายความร้อนจากใต้หลังคา อย่าลืมติดตะแกรงกันนก และแมลง
4. ฝ้าเพดานแบบธรรมดา ใส่ฉนวนกันความร้อนอย่างหนาหรือวางโฟมหนา 2 นิ้ว ไว้ด้านบนซ้ายกัน 2-3 ครั้ง
   อย่าให้รอยต่อตรงกัน
5.ผนังชั้นบนก่อด้วยอิฐมวลเบากันความร้อนก่ออิฐฉาบปูนหรือใช้ปูนซิเมนต์บล็อกก็ได้ เสริมด้วยโฟม หนา 1 นิ้ว
  โดยตีโครงไม้หนา 1 นิ้ว เป็นตรารางตามความต้องการแล้วใส่โฟมหนา 1 นิ้วในช่องตารางจึงปิดทับด้วยยิปซั่มบอร์ด
  หรือไม้อัดหนาพอประมาณ ถ้าต้องการประหยัดให้ทำเฉพาะด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ทางที่ดีควรทำทั้ง 4 ด้าน
  เพราะความร้อนถ่ายเทถึงกันได้ และอย่าลืมใส่บล็อกแก้วเป็นระยะเพื่อเพิ่มแสงจากธรรมชาติ เข้าในตัวบ้าน

  • การเสริมผนังโฟมนั้นจะกระทำก็ต่อเมื่อเจ้าของบ้านไม่พอใจกับผนังเดิมที่มีอยู่ไม่ควรทำพร้อมกันทีเดียว
    และไม่ควรเจาะผนังให้ถี่เกินไป ผนังจะแตกร้าวได้ให้ใช้กาวทาช่วยติดไม้คร่าวได้
  • ห้ามเสริมผนังโฟมในชั้นล่าง เพราะจะเป็นที่อยู่ของมดและแมลงส่วนไม้คร่าก็จะเป็นอาหารของปลวกและเชื้อราได้

6. ผนังชั้นบนภายในเสริมด้วยช่องแสงขนาดเล็กตามแนวยาวของผนังกรุด้วยกระจกฝ้า 1 หรือ 2 ด้าน
   ถ้าทำช่องแสงใหญ่เกินไปจะขาดความรู้สึกเป็นส่วนตัว

7. ผนังชั้นล่างก่ออิฐฉาบปูนอิฐมวลเบาหรือซิเมนต์บล็อกก็ได้ ห้ามเสริมผนัง 2 ชั้น เพราะอาจเป็นที่อยู่ของปลวก
   และแมลง ให้เพิ่มช่องแสงขนาดใหญ่และบล็อกแก้ว เป็นระยะให้สวยงาม และเพิ่มแสงธรรมชาติเข้าในตัวบ้าน


                             ช่องแสงขนาดใหญ่(ใช้บล็อคแก้วแทนได้)

       ช่องแสงขนาดใหญ่ ประกอบด้วย วงกบไม้ ติดเหล็กดัดตรงกลางและกระจกฝ้าทั้งด้านในและด้านนอก
    (ปิดบังเหล็กดัด) ช่องแสงแบบนี้ ปัจจุบันวิวัฒนาการไปเป็นกระจก ที่ใช้เป็นผนังในอาคารสูง (ตึกกระจก)
    โดยใช้โครงอลูมิเนียม ยึดกระจกด้วยไลโคน ในช่องตรงกลางระหว่างกระจกทั้ง 2 แผ่น อัดด้วยแก๊สเฉื่อย
    เพื่อลดความร้อน ตัวกระจกก็เป็นกระจกที่แข็งแรงเป็นพิเศษ
8. พยายามปลูกต้นไม้และสนามหญ้าให้รอบบ้าน แล้วรดน้ำอยู่เสมอเพื่อป้องกันความร้อนสะสมจากพื้นภายนอก
   เข้าสู่ตัวบ้านในช่วงบ่ายและเย็น (การระบายความร้อน โดยลมธรรมชาติไม่สามารถใช้ได้จริง
   เพราะแดดร้อน-> อากาศร้อน-> ลมร้อน->บ้านร้อน การระบายความร้อนตามธรรมชาติต้องอาศัยลมพัดแรง ๆ
   ฝนตก หรือเมฆปังดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน สุดท้ายต้องรอตอนกลางคืน)
9. ควรติดตั้งพัดลมระบายอากาศ (ดูดออก) ไว้ทุกห้องให้ทั่วทั้งบ้าน ควบคุมด้วยสวิทซ์ตั้งเวลา (Timing Switch)
   เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากบ้านในช่วงเย็น หากไม่ชอบรูปแบบพัดลมให้ทำครอบปิดบังเอาไว้
   หรือใช้พัดลมตั้งพื้น พัดลมออกผ่านทางหน้าต่างก็ได้ง่ายดีด้วย

                                      

10.ควรติดลูกหมุนโลหะเพื่อช่วยระบายความร้อนเพิ่ม หากไม่ชอบสีโลหะให้ใช้สีพ้นทับไว้ได้ ใช้สีสเปรย์ดี ๆ ก็พอ

4. หลักเกณฑ์การประหยัดพลังงานอย่างง่าย ๆ

         ส่วนใหญ่เน้นการที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้า จากแสงสว่าง การใช้เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น
ในต่างจังหวัดจะพบบ้านที่ใช้เครื่องอุ่นจากแก๊ส LPG มากพอสมควร ช่วยประหยัดมากกว่าการใช้ไฟฟ้าและมักใช้กลับห้องน้ำ
ชั้นล่าง เพราะไม่ต้องยกถังแก๊สหนัก ๆ ขึ้นชั้นบน การเพิ่มแสงสว่างเข้ามาในบ้าน

  • เพิ่มบล็อกแก้ว ช่องแสงขนาดใหญ่หรือช่องแสงขนาดเล็ก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ช่องแสงจากหลังคา เพราะช่องแสงบนเพดานจะนำพาความร้อนเข้ามาในตัวบ้านด้วย
    หากจำเป็นต้องใช้ แก้ไขโดยทำเลียนแบบช่องแสงขนาดใหญ่
การป้องกันความร้อนจากภายนอกไม่ให้เข้าไปในอาคาร ::
         โดยเปรียบเทียบอุณหภูมินอกกับอุณหภูมิของร่างกายมนุษย์ที่ปกติ 37 องศา C หรือ 98.6 องศา F
วัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศ
เปรียบเทียบโดยเทอร์โมมิเตอร์

           

5. วิธีการหาประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนของผนังและฉนวนต่างๆ
อุปกรณ์ - เทอร์โมมิเตอร์ 2 อัน , Temp Scan (เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส,อินฟาเรด เทอร์โมมิเตอร์)

ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์ห่างจากผนังพอสมควร ตอนกลางวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่ออ่านอุณหภูมิ
ของอากาศแล้วบันทึกข้อมูลเพื่อดูว่า ป้องกันความร้อนได้เพียงไร

6. วิธีทดสอบฉนวนกันความร้อนแบบต่างๆในห้องทดลอง
อุปกรณ์ :

  • หลอดไฟกลมแรงสูง(ความร้อนสูง) พร้อมขั้ว สวิทช์และปลั๊ก
  • กระเบื้องขนาด 30x30 ซม. จำนวน 4 แผ่น
  • Temp Scan 1 อัน
  • ลวดขนาดพอประมาณดัดทำขาตั้งแผ่นกระเบื้อง
  • ฉนวนความร้อนแบบต่างๆ



    หมายเหตุ : ในกรณีที่เป็นฉนวนแบบบาง ซึ่งมักมีปัญหาในการป้องกันความร้อน สามารถทดลอง
    โดยใ้ช้ฉนวน 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น ติดไว้หลังแผ่นกระเบื้อง 3 แผ่น เว้นไว้ 1 แผ่น แล้วทอสอบเปรียบเทียบ
    ระหว่างด้านที่ติดฉนวนกับด้านที่ไม่มีฉนวน เพื่อหาประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อน สำหรับสภาพการ
    ใช้งานจริง ซึ่งในการใช้งานจริง อาจต้องใช้ฉนวนมากกว่า 1 ชั้น ยกเว้นการใช้เพื่อป้องกันน้ำซึม
    เช่น ใต้หลังคา ประเภทโมเนียต่างๆ

    7.การทดสอบฉนวนกันความร้อนโดยเลียนแบบการใช้งานจริง
    สร้างบ้านตัวอย่างเพื่อทดสอบโดยใช้วัสดุเก่าก็ได้ ประกอบด้วย
  • โครงสร้างไม้ขนาด 3x3x3 เมตรวางไว้บนพื้นคอนกรีตที่โล่ง
  • ผนังกรุสังกะสี หลังคามุงสังกะสี
  • ที่ผนังเว้นช่องประตูหน้าต่างพอประมาณ ไม่ต้องติดบานจริง
  • กรุวัสดุกันความร้อนที่ต้องการทดสอบ
  • ทดสอบทั้งภายในภายนอก เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง(ตอนกลางวัน)
  • การติดฉนวนกันความร้อนควรติดแบบชั่วคราวเพื่อใช้ทดสอบกับฉนวนได้หลายแบบ



    8.วิธีป้องกันเพลิงไหม้จากเหตุไฟฟ้าลัดวงจรอย่างง่าย
       โดยทั่วไปภายในบ้านและอาคารจะมีนะบบไฟฟ้าที่ดีพอใช้อยู่แล้ว แต่โดยปกติเครื่องใช้ไฟฟ้า
    ที่เกิดความผิดพลาดหรือเสื่อมสภาพมีกไม่ปรากฏอาการให้เห็น เราสามารถป้องกันได้โดยเพิ่มอุปกรณ์เสริม
    เข้าไป เช่น ปลั๊กเสริม(ปลั๊กคอมพิวเตอร์) เบรกเกอร์(สำหรับภาคสนาม ใช้งานในบ้านไม่จำเป็นต้องเพิ่ม
    เบรกเกอร์) เพื่อลดระดับความเสียหายของเต้าเสียบของตัวอาคารและสามารตรวจสอบดูแลได้ด้วยตนเอง

                 

    9. หลักการออกแบบระบบไฟฟ้าในอาคารพักอาศัย
         ให้ในแต่ละห้องทุกห้องมีชุดเบรกเกอร์ เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร หรือการใช้ไฟฟ้า่เกินขีดจำกัด
    เพื่อลดภาระของแผงวงจรหลัก เหมือนในอาคารหอพัก หรือ อพาร์ตเม้นท์ต่างๆ

    10. พิเศษสำหรับห้องน้ำ ห้องครัว และห้องทานอาหาร
         หากต้องการความสะดวกมากขึ้น สามารถติดตั้งหลอดไฟที่ให้แสง UV ได้เหมือนตามห้องทดลอง
    ในภาคอุตสาหกรรม แต่ต้องศึกษาวิธีใช้ให้ดีก่อน(ห้ามเปิดถูกคนเป็นเวลานานๆ)


 
  Copyright © 2008 | megamaxlife.net | megamaxlife.com